ตราประจำจังหวัด
คำขวัญประจำจังหวัด
คอคอดกระ ภูเขาหญ้า กาหยูหวาน ธารน้ำแร่ มุกแท้เมืองระนอง
("กาหยู" หมายถึงมะม่วงหิมพานต์)
ตำนาน เมืองระนองในโบราณสมัย
เมืองระนองเดิมเป็นแต่เมืองขึ้นของเมืองชุมพรมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เจ้าเมืองมีบรรดาศักดิ์เป็นหลวง เรียกชื่อตามนามเมืองว่า “หลวงระนอง” แต่รับตราตั้งจากกรุงเทพฯ เช่นเดียวกับเจ้าเมืองขึ้นทั้งปวง ประเพณีกำหนดอณาเขต ในการปกครองประเทศสยามแต่โบราณ เอราชธานีตั้งเป็นหลัก มีเมือง (จัตวา) รายรอบ การต่างๆ ในเมืองเหล่านี้ขึ้นอยู่ในบังคับบัญชา ของเจ้ากระทรวงในราชธานีเป็นทำนองมณฑลราชธานี ภายนอกมณฑลราชธานีออกไปเอา “หัวเมือง” เป็นหลัก (กำหนดว่าเป็นหัวเมืองเอก หัวเมืองโท หรือหัวเมืองตรี ตามขนาด)หัวเมืองหนึ่งก็มีเมืองขึ้นรายรอบและบังคับบัญชา ทำนองเดียวกับ มณฑลราชธานีเป็นมณฑลไป ดังนี้ หัวเมืองใดอณาเขตกว้างขวางก็มีเมืองขึ้นมาก หัวเมืองที่มีอณาเขตแคบก็มีเมืองขึ้นน้อย และเมืองขึ้นนั้นกำหนดด้วยท้องที่ สุดแต่ให้พนักงานปกครองต่างเมืองไปมาถึงกันได้ ในวันหนึ่งถึงสองวัน (ในสมัยเมื่อทางคมนาคมยังกันดาร) เพื่อจะได้บอกข่าวและช่วยเหลือกันเมื่อเกิดเหตุการณ์ ส่วนจำนวนผู้คน ในเมืองท้องที่ จะมีมากหรือน้อยไม่ถือเป็นข้อสำคัญในการตั้งเมืองขึ้น เพราะผู้คนมักย้ายไปถ่ายมาได้ง่ายในบรรดาหัวเมืองทางแถบมาลายูที่ตั้งมาแต่โปราณ เมืองชุมพรประหลาดผิดกับเพื่อนอยู่อย่างหนึ่งที่ไม่มีตัวเมือง เหมือนเมืองไชยา เมืองนครศรีธรรมราช เมืองพัทลุง เมืองสงขลา เมืองปัตตนี เมืองถลาง และมืองตะกั่วทุ่ง ทางฝ่ายตะวันตก ล้วนมีโบราณวัตถุ ปรากฏอยู่รู้ได้ว่าเป็นเมืองมาแต่โบราณ แต่ส่วนเมืองชุมพร ข้าพเจ้าผู้แต่งหนังสือนี้ได้ให้ค้นหานักแล้วยังมิได้พบ โบราณวัตถุเป็นสำคัญ บางที่จะเป็นด้วยเหตุ ๒ อย่างคือ มีที่ทำนาไม่พอคนมากอย่าง ๑ อีกอย่าง ๑ อยู่ตรงคอแหลมมาลายู มักเป็นสมรภูมิรบพุ่งกันตรงนั้น จึงไม่สร้างบ้านเรือน แต่ต้องตั้งรักษาเป็นเมืองด่าน เมืองชุมพรจึงได้มีศักดิ์เป็นหัวเมืองชั้นตรี มีอณาเขต ถึงทะเลทั้ง ๒ ฝ่ายมาแต่โบราณ เมืองขึ้นของเมืองชุมพรทางฝ่ายตะวันออกมี ๔ เมือง ลำดับแต่เหนือลงไปใต้ คือเมืองปะทิว ๑ เมืองทาแซะ ๑ อยู่ข้างเหนือตัวเมืองชุมพร เมืองตะโก ๑ เมืองหลังสวน ๑ อยู่ข้างใต้ ทางตะวันตกมี 3 เมือง คือเมืองตระ ๑ เมืองมลิวัน (เดี๋ยวนี้อยู่ในแดนเมืองอังกฤษ) ๑ เมืองระนอง ๑
เมืองระนองอณาเขตทางเหนือต่อเมืองตระ ทางตะวันออกต่อเมืองหลังสวน ทางใต้ต่อเมืองตะกั่วป่า ทางตะวันตกเป็นทะเล และต่อเขตเมืองมลิวัน ในพื้นเมืองระนองเป็นภูเขาโดยมาก มิใคร่มีที่ราบ ราษฎรทำไร่นายาก จึงมิใคร่มีผู้คนพลเมือง แต่ว่าเป็นท้องที่ มีแร่ดีบุกทั้งบนภูเขาและตามที่ราบ ชาวเมืองจึงหาเลี้ยงชีพด้วยขุดแร่ดีบุกขายมาแต่โบราณ ฝ่ายรัฐบาลจะผ่อนผันให้ราษฎรเป็นผาสุก จึงกำหนดให้ส่งส่วยดีบุกแทนรับราชการอย่างอื่นมาตั้งแต่กรุงศรีอยุธยา มาจนในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ (เห็นจะเป็นเมื่อในรัชกาลที่ ๓หรือก่อนนั้นไม่ทราบแน่) ให้มีเจ้าภาษีรับผูกขาดอากรดีบุก คือจัดบำรุงการขุดแร่และมีอำนาจที่จะซื้อและจะเก็บส่วยดีบุก ในแขวงเมืองตระ ตลอดมาจนเมืองระนอง โดยยอมสัญญาส่งดีบุกแก่รัฐบาลปีละ ๔๐ ภารา (คิดอัตราในเวลานั้น ภารา ๑ หนัก ๓๕๐ ชั่ง เป็นดีบุก ๑๔,๐๐๐ ชั่ง) เป็นอย่างนี้มาจนปลายรัชกาลที่ ๓
ครั้นเมื่อปีมะโรง พ.ศ. ๒๓๘๗ จีนคอซู้เจียง (ซึ่งภายหลังได้เป็นที่ พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี ผู้เป็นต้นสกุล ณ ระนอง) เข้ามายื่นเรื่องราวต่อกระทรวงกลาโหม ขอประมูลอากรดีบุก แขวงเมืองตระ และระนอง ขึ้นเป็นปีละ ๔๓ ภารา หรือคิดเป็นเงินราคาภาราละ ๔๘ เหรียญ ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต พระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดฯ ให้ตั้งจีนคอซู้เจียง เป็นที่หลวงรัตนเศรษฐี ตำแหน่งขุนนางนายอากร แต่นั้นมา มีสำเนาท้องตราพระคชสีห์ ตั้งหลวงรันเศรษฐีความพิสดารดังนี้
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น